จุฬาฯ ผนึก “กรีน สแตนดาร์ด” เดินหน้าสร้างคน–สร้างองค์ความรู้
รับมือ Climate Change สู่อนาคตที่ยั่งยืน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ จับมือบริษัท กรีน สแตนดาร์ด จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญ ผสานพลังภาคการศึกษาและภาคเอกชน เดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และหลักสูตรฝึกอบรมด้าน Climate Change, Environment และ Sustainability มุ่งสร้างกำลังคนคุณภาพ พร้อมรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของโลก
การลงนามความร่วมมือจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ณ ห้อง 202 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ คุณวิชัย ทองแตง ที่ปรึกษา บริษัท กรีน สแตนดาร์ด จำกัด และ ดร.ก้อง สุริเย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน สแตนดาร์ด จำกัด ร่วมในพิธี สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามบนกระดาษ แต่เป็นการลงนามเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นกำเนิด ไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุ เพราะหากจุดเริ่มต้นดี ปัญหาปลายทางก็จะไม่เกิดตามมา ท่านย้ำว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การให้ปริญญา แต่คือการเป็นศูนย์รวมของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย พร้อมขอบคุณผู้บริหารบริษัท กรีน สแตนดาร์ด ที่เล็งเห็นความสำคัญของการร่วมมือกับภาคเอกชน โดยมีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเป็นแกนนำ ซึ่งจะนำไปสู่นวัตกรรมและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “บทบาทที่แท้จริงของมหาวิทยาลัยคือการสร้างคุณค่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ใช่แค่ความรู้ในห้องเรียน ปัญหาเรื่องคาร์บอนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของประเทศ ความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ โดยวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี กับบริษัท กรีน สแตนดาร์ด ในครั้งนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การลงนาม แต่เริ่มลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่ต้นตอของปัญหา ถือเป็นความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ที่จะสร้างผลกระทบได้จริง และสะท้อนว่าความร่วมมือกับภาคเอกชนคือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาให้สำเร็จ”
ศ.ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้มองไกลกว่าพิธีลงนาม โดยอยากให้เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการลงมือทำจริง เพราะปัจจุบันไม่ได้ขาดข้อมูลเรื่อง Climate Change และ Sustainability แต่ความท้าทายคือการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นคน เป็นแนวทางปฏิบัติ และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นการลดคาร์บอนได้จริง ท่านเสนอให้ความร่วมมือเดินหน้าใน 3 เรื่องคู่ขนานกัน ได้แก่ การสร้างบุคลากรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จริง ผ่านหลักสูตรที่ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าใจแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก การประเมินวิเคราะห์ การตั้งเป้าหมาย ไปจนถึงการเลือกมาตรการลดคาร์บอน โดยมุ่งให้ได้มาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อสร้างคนที่มีทั้ง Knowledge, Skill และ Credibility และการสร้างองค์ความรู้จากโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม เช่น กระบวนการใดปล่อยคาร์บอนมาก ควรลดจุดไหนก่อน เทคโนโลยีและต้นทุนที่เหมาะสม”
“วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมีดำเนินงานมากว่า 30 ปี จุดแข็งอยู่ที่ความเข้าใจกระบวนการผลิตพลังงาน ปิโตรเคมี และพอลิเมอร์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งจุดแข็งนี้สามารถนำมาช่วยคำนวณและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ศ.ดร.ปราโมช กล่าวเพิ่มเติม
คุณวิชัย ทองแตง ที่ปรึกษา บริษัท กรีน สแตนดาร์ด จำกัด กล่าวว่า “ตนเองเป็นคนที่ตื่นตัวและให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ต้น จึงมีแนวคิดในการออกแบบแนวทางที่เรียกว่า "Gold Standard" ซึ่งไม่ได้มุ่งแค่การระดมทุน แต่มุ่งเปลี่ยนวิถีปฏิบัติจริงในเรื่องพลังงานสะอาด การบริหารจัดการขยะ และสิ่งแวดล้อมโดยรวม โดยเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ท้ายที่สุดจะสามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศได้ พร้อมชื่นชมจุฬาฯ ในฐานะองค์กรใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เห็นได้ชัดจากผลงานที่ทำร่วมกับคณาจารย์จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสถาบันที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้รวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และขอบคุณคณาจารย์ที่ได้ร่วมหารือกันมาอย่างต่อเนื่องหลายเดือน”
คุณวิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เวทีโลกกำลังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นต้นทุนสำคัญ เช่น การส่งออกสินค้าที่หากไม่มีข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์และแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนก็จะแข่งขันไม่ได้ จุฬาฯ ในฐานะมหาวิทยาลัยที่มีเครือข่ายกว้างขวางจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้คนไทยทั้งประเทศเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ท่านอยากให้ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่โมเดลสัมมนาหรือโครงการ Connecting แต่เป็นการสร้างคน สร้างอนาคต และสร้างแนวทางใหม่ที่จับต้องได้จริง โดยเปิดกว้างให้แม้แต่เยาวชนรุ่นเล็กเข้ามาเรียนรู้ได้ พร้อมยกตัวอย่างหลานของท่านที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ก้องและถือเป็น "Net Zero Hero" รุ่นแรกของประเทศไทย ท่านมองว่าประเด็นนี้เป็น pain point ของทั้งโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย และแม้เป้าหมาย Net Zero พร้อมกันทั่วโลกในปี 2050 จะเป็นไปได้ยาก แต่องค์กรขนาดเล็กอย่างความร่วมมือนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริงและสร้างมูลค่าใหม่ให้กับประเทศได้”
ดร.ก้อง สุริเย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน สแตนดาร์ด จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 400 ล้านตันต่อปี ซึ่งแหล่งกำเนิดหลักอันดับหนึ่งคือภาคพลังงาน รองลงมาคือภาคเกษตรกรรมจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม อันดับสามคือกระบวนการทางเคมี และอันดับสุดท้ายราว 5% มาจากขยะชุมชนและอุตสาหกรรม เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่าต้นตอสำคัญเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเกือบทั้งหมด ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานด้าน climate change มักเน้นแก้ปัญหาปลายทาง เช่น การใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนหรือบลูคาร์บอน แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดแก้ปัญหาที่ต้นตอระดับเคมีปิโตรเลียมและปิโตรเคมีอย่างจริงจัง ซึ่งวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ที่มีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 10 ท่าน มีความพร้อมมากที่สุดในประเทศไทยที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการลดคาร์บอนตั้งแต่ต้นทาง โดยโครงการแรกที่จะดำเนินการคือการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านการตรวจวัดก๊าซเรือนกระจกอย่างถูกต้องแม่นยำ ภายใต้กรอบขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ก่อนขยับไปสู่การพัฒนาหลักสูตรที่นำโจทย์วิจัยจริงจากภาคอุตสาหกรรมมาแก้ปัญหาการลดคาร์บอนในระยะต่อไป”
หัวใจสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้คือ “การเชื่อมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การใช้งานจริง” โดยนำความเชี่ยวชาญด้านวิชาการและศักยภาพของภาคธุรกิจมาร่วมกันพัฒนาคนและสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมรูปแบบ Re-skill, Up-skill และ Block Courses สำหรับนิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบการ และบุคลากรภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้าน Climate Change สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งยกระดับมาตรฐานหลักสูตรและบุคลากร สนับสนุนการขอรับรองหลักสูตรจากหน่วยงานหรือองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนร่วมพัฒนาและยื่นข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนวิจัย พร้อมขยายโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงทั้งนิสิต นักศึกษา ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไป
ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการลงนามในบันทึกข้อตกลง แต่คือ การร่วมกันวางรากฐาน “คน” และ“องค์ความรู้” เพื่ออนาคต เชื่อมพลังจากห้องเรียน ห้องวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถนำไปใช้แก้โจทย์จริงของสังคมและประเทศ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เติบโตอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน
เมื่อภาคการศึกษาและภาคเอกชนเดินไปด้วยกัน ความรู้จึงไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้อย่างแท้จริง
ขอได้รับความขอบคุณจากศูนย์สื่อสารองค์กร
จุฬาฯ
โทร. 0-2218-3364-6,
09-8692-2037
ชินวัตร
โพนเมืองหล้า ผู้ส่งข่าว



.jpg )








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น